You are currently viewing ดนตรีไทยเอกลักษณ์ของชาติ มีที่มาอย่างไร

ดนตรีไทยเอกลักษณ์ของชาติ มีที่มาอย่างไร

  • Post author:
  • Post category:My Blog

หนึ่งในเอกลักษณ์ของประเทศไทยที่เห็นแล้วสามารถรู้ได้เลยว่ามาจากประเทศไทยนั้นก็คือ ดนตรีไทยเอกลักษณ์ของชาติ นั่นเอง โดยเครื่องดนตรีไทยนั้นเมื่อบรรเลงก็จะมีความไพเราะเสนาะหูและเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยเพลงไทยต่างๆที่ใช้เครื่องดนตรีไทยบรรเลงจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไม่เหมือนกับเครื่องดนตรีของชาติใดในโลก ในสมัยเริ่มต้นนั้นดนตรีไทยหลายชนิดก็มีการเลียนแบบมาจากเครื่องดนตรีจากประเทศอื่นๆตั้งแต่สมัยโบราณกาล แต่ก็มีเครื่องดนตรีหลายชนิดที่ไทยเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเองโดยจะสังเกตได้จากคำเรียกเครื่องดนตรีไทยเหล่านั้น มักจะเป็นคำที่ใช้พยางค์เดียวตามแบบฉบับของคำไทยโบราณตัวอย่างเช่นฉิ่ง,ฉาบ,กรับ,ฆ้องเป็นต้น และเมื่อมีวัฒนธรรมของอินเดียเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยจึงทำให้มีการนำมาประยุกต์ด้วยเหมือนกัน รวมทั้งเครื่องดนตรีต่างๆของประเทศเพื่อนบ้านก็มีบางชิ้นที่นำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องดนตรีไทยด้วยเช่นกัน จากนี้เรามาฟังประวัติที่มาของดนตรีไทยโดยละเอียดที่น่าสนใจกันดีกว่าค่ะ

ดนตรีไทยเอกลักษณ์ของชาติ เริ่มในสมัยสุโขทัย

ความจริงแล้วการใช้เครื่องดนตรีมีมานานก่อนสมัยสุโขทัยเสียอีกแต่มีหลักฐานที่ถูกบันทึกไว้ชัดเจนบนศิลาจารึกในสมัยสุโขทัยที่เป็นหลักฐานถึงการนำเครื่องดนตรีมาใช้เล่นร้องรำทำเพลงกันในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งนอกจากการนำมาใช้เล่นเพื่อความสนุกสนานบันเทิงแล้วยังมีเครื่องดนตรีที่ใช้เพื่อบรรเลงในการประกอบพิธีทางศาสนาและพระราชพิธีต่างๆซึ่งเรายังคงเห็นการใช้ดนตรีไทยประกอบเช่นนี้ได้เนื่องจากมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เครื่องดนตรีในสมัยนั้น แตรแบบต่างๆ,ปี่,กลอง,พิณ,ซอสามสาย,วงปี่พาทย์เครื่องห้าเป็นต้น แต่ต่อมาในสมัยอยุธยานั้นเป็นช่วงที่มีการทำศึกสงครามอยู่บ่อยครั้งทำให้ผู้คนไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องดนตรีมากนักจนกระทั่งปลายสมัยอยุธยาได้เกิดเป็นระนาดเอกขึ้นและมีการเล่นบรรเลงเพลงเพื่อขับกล่อมพระมหากษัตริย์ มีการนำจะเข้เครื่องดนตรีของมอญมาผสมรวมด้วยในยุคนี้ทำให้ดนตรีที่บรรเลงนั้นมีความไพเราะและละเอียดละออมากขึ้นกว่าเดิม

พัฒนาการดนตรีไทยสู่ยุคสมัยใหม่

ในยุคสมัยต่อจากสมัยอยุธยานั้นก็คือสมัยธนบุรีสรุปวงดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีไทยเล่นนั้นได้สามประเภทนั่นก็คือวงมโหรี,วงปี่พาทย์,วงเครื่องสาย แต่เนื่องจากเป็นสมัยที่กำลังเตรียมสร้างเมืองใหม่และเน้นเรื่องของการป้องกันประเทศมากกว่าและมีระยะเวลาของยุคสมัยนั้นมีเพียงสิบห้าปีจึงไม่มีความแตกต่างจากช่วงสมัยอยุธยาเลย จนกระทั่งมาในยุคปัจจุบันคือยุครัตนโกสินทร์เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หนึ่งได้มีการเพิ่มจำนวนเครื่องดนตรีของแต่ละชนิดขึ้นทำให้เมื่อบรรเลงจะมีความไพเราะกลมกลืนมากขึ้น และในสมัยรัชกาลที่สามมีการสร้างระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กจึงเกิดเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้นมาหลังจากนั้นก็มีการนำดนตรีเข้ามาผสมผสานในแต่ละวงรูปแบบต่างๆมากขึ้น สมัยรัชกาลที่สี่นั้นวงปี่พาทย์เป็นที่นิยมสูงสุดถึงขนาดที่เจ้านายขุนนางระดับสูงมีวงปี่พาทย์ที่ใช้บรรเลงประจำบ้านกันเลยทีเดียว และในสมัยรัชกาลที่ห้าได้มีการปรับปรุงวงดนตรีไทยให้มีเสียงไพเราะนุ่มนวลมากขึ้นโดยคัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงดังมากหรือมีเสียงแหลมเล็กไม่เข้ากันออกไปจากวง และเจริญขึ้นเรื่อยๆจนถึงรัชกาลที่เจ็ด แต่ก็ถูกระงับไว้เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อหมดสงครามดนตรีไทยจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้งและยังคงได้รับการอนุรักษ์เล่นมาจนถึงปัจจุบัน

คาสิโนออนไลน์ที่ดีที่สุด sagame66 ( https://www.sagame88.club/ )